สำนักพิมพ์สูตรไพศาล กฎหมายไทย [Powered by Weloveshopping.com.com]
  http://www.soutpaisallaw.com  
     
  ค้นหา :
  
Live Support  Calculator  แจ้งการชำระเงิน   รถเข็น: 0   
 สถิติของร้าน
  เปิดร้าน
17/02/2009
  ปรับปรุง
17/01/2018
  ผู้ชมทั้งหมด
4,105,791
  สินค้าทั้งหมด
1,945
 ทะเบียนพาณิชย์
3102300024156
 
หมวดหมู่สินค้า
สินค้ามาใหม่
สินค้าขายดี
ดัชนีราคาสินค้า
ดูสินค้าทั้งหมด

E-Book
หนังสือกฎหมาย
หนังสือเตรียมสอบ
ชุดเตรียมสอบ
กฎหมายแปลอังกฤษ
CDโปรแกรม
MP3เสียงกฎหมาย
VCD บรรยาย
DVD บรรยาย/บันเทิง
พจนานุกรม
ผังเมือง
สื่อธรรมะ หนังสือ/CD
สินค้าลดสูงสุด 80%
กล่องกฎหมาย
สมุดคุมคดี, สมุดบันทึก
หนังสืออื่นๆ
กฎหมายหายาก
สติ๊กเกอร์
เป้าปืน
โปสเตอร์
โปสการ์ด
ชุดสังฆทานถวายวัด
งานบริการ
รายการส่งเสริมการขาย
สินค้าอื่นๆ
ประกาศอื่นๆ
ชุดโฆษณา
ดาวน์โหลด
บริการของร้าน
หน้าแรก
ข่าวสาร
สมุดเยี่ยม
เว็บบอร์ด
สอบถามผ่านออนไลน์
คำถามที่พบบ่อย
บทความน่าสนใจ
ผลงานของร้านค้า
สมัครสมาชิก
หน้าสมาชิก
วิธีการสั่งซื้อ
วิธีการชำระเงิน
วิธีการรับสินค้า
แจ้งการชำระเงิน
Track&Trace
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
My Favorite
ตั้งเป็นหน้าแรก
เว็บเพื่อนบ้าน
แผนที่เว็บไซต์
รับข่าวสารจากทางร้าน

สมัคร ยกเลิก
Poll
คุณคิดยังไงกับเว็บไซค์นี้
ดีมากๆ เลย
ดี
ปานกลาง
ควรปรับปรุง
By Result
ลิงค์
    บทความน่าสนใจ
  นิยามของกฎหมาย (Law)
   รายละเอียด  
นิยามของกฎหมาย

เราสามารถพิจารณากฎหมายแยกออกได้เป็น สองประการคือ การพิจารณากฎหมายในแง่เนื้อหาหรือเนื้อความ และการพิจารณากฎหมายในแง่วิธีการบัญญัติ

  • กฎหมายในแง่เนื้อความหรือเนื้อหา

ในแง่เนื้อความ อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายเป็นกฎทีสถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น หรือที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือเพื่อกำหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ กฎหมายในแง่เนื้อหามีองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้มีสภาพแตกต่างจากศีลธรรมก็คือ กฎหมายจะต้องเป็นคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ที่มีสภาพบังคับให้ต้องกระทำตามกฎหมาย

  • กฎหมายในแง่วิธีการบัญญัติ

กฎหมายที่จะถูกยอมรับเป็นกฎหมายเมื่อพิจารณาจากวิธีนี้ก็คือ ก็คือกฎหมายซึ่งได้ถูกบัญญัติไว้ตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อให้มีสภาพเป็นกฎหมาย จะเห็นได้ว่าหากพิจารณากฎหมายแต่ในแง่เนื้อความ กฎหมายเช่นพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็อาจจะไม่ใช่กฎหมาย เราจึงต้องแบ่งการพิจารณากฎหมายออกเป็นสองประการ



การแบ่งระบบกฎหมาย

กฎหมายที่ใช้กันในโลกแบ่งออกได้เป็นสองระบบใหญ่ คือ ระบบกฎหมายทั่วไป (common law) และระบบประมวลกฎหมาย (civil law) ซึ่งทั้งสองระบบนี้ ต่างก็มีกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่คนโดยทั่วไปมักจดจำว่าระบบกฎหมาย common law ไม่ใช่กฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

  • ระบบกฎหมายทั่วไป

เป็นระบบที่ใช้กันในเครือจักรภพอังกฤษและในสหรัฐอเมริกา โดยจะใช้คำพิพากษาที่ศาลเคยวางหลักไว้แล้วเป็นหลักในการพิจารณา ระบบนี้มีกฎหมายที่บัญญัติโดยรัฐสภาเช่นเดียวกับประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย แต่ระบบกฎหมายทั่วไปนี้ จะให้อำนาจผู้พิพากษาในการตีความกฎหมายอย่างมาก จึงลดทอนความสำคัญของกฎหมายของรัฐสภาลง และจะตีความในลักษณะจำกัดเท่าที่ลายลักษณ์อักษรไว้บัญญัติเท่านั้น

  • ระบบประมวลกฎหมาย

เป็นระบบที่ใช้กันในภาคพื้นทวีปยุโรปและในประเทศไทย โดยมีหลักกฎหมายซึ่งสืบทอดมาจากหลักกฎหมายโรมัน ในการเรียนการสอนกฎหมายของบางประเทศ เช่น เยอรมัน จะต้องเรียนรู้ภาษาลาตินก่อนจึงจะสามารถเรียนกฎหมายได้ ประมวลกฎหมายสำคัญซึ่งเป็นที่ยอมรับกันและเป็นตัวอย่างให้กับนานาประเทศ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ระบบกฎหมายนี้ ผู้พิพากษาสามารถตีความกำหมายลายลักษณ์อักษรในลักษณะขยายความได้ โดยมีหลักว่า ผู้พิพากษาจะต้องค้นหากฎหมายที่จะนำมาตัดสินคดีความจากกฎหมายลายลักษณ์อักษรก่อน หากไม่ได้จึงจะใช้หลักกฎหมายทั่วไป และกฎหมายจารีตประเพณี


หน้าที่ของกฎหมาย

กฎหมายมีหน้าที่หลัก 5 ประการด้วยกัน

  1. สร้างและรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และความมั่นคงของสังคม เช่น กฎหมายอาญาที่ลงโทษผู้กระทำผิดและทำให้คนกลัวไม่กล้าทำผิด หรือพระราชบัญญัติปราบปรามยาเสพติด ได้กำหนดวิธีการเข้าตรวจค้นผู้ต้องสงสัยได้ง่าย เพื่อให้การกระทำผิดเกิดขึ้นได้ยาก
  2. ระงับข้อพิพาท เช่น กฎหมายที่ถูกนำมาพิจารณาในชั้นศาลเพื่อให้คดีความเป็นอันยุติ
  3. เป็นวิศวกรสังคม กฎหมายทำหน้าที่วางแนวทางและแก้ไขปัญหาสังคมทั้งปัจจุบันและอนาคต เช่นกฎหมายผังเมือง กฎหมายปฏิรูปการศึกษา
  4. จัดสรรทรัพยากรและสร้างโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น กฎหมายด้านภาษีอากร กฎหมายจัดสรรงบประมาณ กฎหมายการปรับดอกเบี้ย
  5. จัดตั้งและกำหนดโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง เช่น รัฐธรรมนูญ กำหนดการเลือกตั้งและการทำงานของรัฐสภา ศาล และคณะรัฐมนตรี

ปรัชญากฎหมายพื้นฐาน

  1. กฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องอยู่คู่กับเหตุผล เสมือนเป็นวัตถุและเงา หากไม่มีเหตุผล คนย่อมไม่อยากปฏิบัติตามกฎหมาย
  2. กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความยุติธรรม แต่หาใช่ความยุติธรรมไม่
  3. กฎหมายมิใช่เป็นเพียงเรื่องปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องกำหนดอนาคต จึงมิสมควรปล่อยให้กฎหมายล้าหลังหรือมีช่องโหว่ ดังคำกล่าวที่ว่าอย่าปล่อยคนตายเขียนกฎหมายให้คนเป็น
  4. กฎหมายต้องดำเนินไปพร้อมกับการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจ

การแบ่งประเภทและลักษณะของกฎหมาย

การแบ่งประเภทของกฎหมายนั้น การแบ่งสามารถอาศัยเกณฑ์ที่ต่างกัน อาทิ

  1. เกณฑ์ลักษณะ แบ่งได้เป็นกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชน
  2. เกณฑ์เขตอำนาจ แบ่งได้เป็น กฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ
  3. เกณฑ์เนื้อหาเฉพาะด้าน แบ่งได้เป็นกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายภาษี กฎหมายสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ถ้าพิจารณาจากเนื้อหาโดยพื้นฐานของกฎหมายแล้ว อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

  1. กฎหมายสารบัญญัติ (Substantive law) หรือกฎหมายที่บัญญัติถึงเนื้อหาของสิทธิ หน้าที่ ข้อห้ามหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นกฎหมายที่ควบคุมความประพฤติของคนในสังคมโดยตรงเช่น กฎหมายอาญา และกฎหมายแพ่ง ที่กล่าวถึงลักษณะความผิด และโทษที่จะได้รับ นอกจากนี้ยังกำหนด ควบคุม ให้ความหมาย และวางหลักการเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เช่น กฎหมายที่แบ่งและกำหนดเขตพื้นที่ป่าสงวน
  2. กฎหมายสบัญญัติ หรือ กฎหมายวิธีสบัญญัติ (Adjective law หรือ Procedural Law) คือกฎหมายที่บัญญัติกระบวนการตลอดจนวิธีการนำเอาเนื้อหาสาระของกฎหมายสารบัญญัติมาใช้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยวิธีการดำเนินอรรถคดีตั้งแต่แรกเริ่มจนเสร็จสิ้น เช่นบัญญัติว่าในแต่ละกระบวนการนั้นมีขั้นตอนอย่างไร ต้องดำเนินการอย่างไร มีเรื่องเวลา สถานที่และบุคคลใดที่เกี่ยวข้อง กฎหมายสบัญญัติที่เด่นชัดคือ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

กฎหมายทั้งสองประเภทมักจะนำมาใช้ควบคู่กันตลอด เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมนั้นสมบูรณ์ เป็นต้นว่า เมื่อมีผู้กระทำผิดก็พิจารณาการกำหนดโทษตามกฎหมายสารบัญญัติ จากนั้นก็พิจารณาตามกฎหมายสบัญญัติ ในส่วนของวิธีการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงาน การฟ้องคดีต่อศาล การพิจารณาและพิพากษาคดี หรือการนำคดีแพ่งขึ้นสู่ศาลโดยมีการขอให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิ จนไปถึงขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์ การยื่นฎีกาหรือการบังคับคดีเมื่อคดีถึงที่สุด ตัวอย่างของกฎหมายสบัญญัติอื่นๆที่สำคัญได้แก่พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีการพิจารณาคดีอากร พระราชบัญญัติล้มละลาย เป็นต้น


ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย

กฎหมายมีลำดับศักดิ์สูงต่ำเสมือนสายบัญชาการ โดยกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่าย่อมเสมือนเป็นบ่อเกิดของอำนาจในกฎหมายลำดับรองลงมา และที่สำคัญ

  1. กฎหมายที่ลำดับศักดิ์ต่ำกว่าจะขัดหรือแย้ง จะแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่าไม่ได้
  2. กฎหมายที่ลำดับศักดิ์เท่ากันสามารถขัดหรือแย้ง แก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์เท่ากันได้ ทั้งนี้การขัดหรือแย้งกันของกฎหมายให้ถือเอากฎหมายฉบับล่าสุดมีผลบังคับใช้
  3. กฎหมายที่ลำดับศักดิ์สูงกว่าสามารถยกเลิก แก้ไขเพิ่มเติม หรือขัดแย้งกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าได้ โดยกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่ามีอันตกไป ถ้าขัดแย้งกับกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่า

ลำดับศักดิ์เรียงได้ดังนี้

  1. รัฐธรรมนูญ ( เรียกว่ารัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่มีคำว่ากฎหมายขึ้นหน้ารัฐธรรมนูญ )
  2. พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย พระราชกำหนด
  3. พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎหมายองค์การบัญญัติ

เมื่อกล่าวถึงลำดับศักดิ์นั้น คำว่า "กฎหมาย" ในทางนิติศาสตร์ หรือบางแหล่งเรียก "กฎหมายอันแท้จริง[1]" จะหมายถึงเฉพาะกฎหมายที่เกิดจากอำนาจสูงสุดของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย ซึ่งมักหมายถึงกฎหมายที่เกิดจากอำนาจนิติบัญญัติ อันได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ (รวมถึงประมวลกฎหมาย) อย่างไรก็ดีในระบบกฎหมายไทยมีพระราชกำหนดเป็นข้อยกเว้นที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ออกแต่ถือเป็นกฎหมายอันแท้จริง เนื่องจากถือว่าเป็นการให้ฝ่ายบริหารยืมใช้อำนาจนิติบัญญัติในคราวจำเป็น อย่างไรก็ดีนักนิติศาสตร์ที่ยึดทฤษฎีแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออร์ก็จะจัดพระราชกำหนดอยู่ในส่วนของกฎหมายบริหารบัญญัติที่กำลังจะกล่าวถัดไป[2]

ส่วนกฎหมายลำดับถัดลงไปนั้น เป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้อออกเป็นหลัก โดยอาศัยอำนาจกฎหมายอันแท้จริงในการออก เช่น พระราชกฤษฏีกา กฎกระทรวง และคำสั่งหรือข้อบังคับที่ออกตามกฎอัยการศึก[1] ถือเป็นกฎหมายลำดับรอง (Subordinate Legislation) ที่เรียกว่า กฎหมายบริหารบัญญัติหรือบางแหล่งเรียกว่า กฎหมายอนุบัญญัติ [2] หรือ กฎเกณฑ์แห่งกฎหมาย (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า By-law)

และส่วนสุดท้ายคือกฎหมายที่ออกโดยองค์การมหาชนที่มีอำนาจอิสระ (autonomy) กล่าวคือ มีอำนาจปกครองตนเองในขอบเขตที่กฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดไว้ (องค์กรปกครองตนเองในปัจจุบันนี้ อันได้แก่ เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา) ซึ่งกฎหมายในส่วนนี้เรียกว่า กฎหมายองค์การบัญญัติ ตัวอย่างเช่น เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติจังหวัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบังคับตำบล เป็นต้น และยังมีข้อสังเกตอีกว่า องค์การมหาชนอิสระในรูปแบบอื่นบางประเภทก็มีอำนาจออกข้อบังคับที่เป็นกฎหมายได้ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐมีอำนาจออกข้อบังคับมหาวิทยาลัยโดยสภามหาวิทยาลัยได้


หลักทฤษฎีพื้นฐานของการใช้กฎหมาย

กฎหมายเฉพาะย่อมยกเว้นกฎหมายทั่วไป

กฎหมายหรือกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายจะขัดหรือแย้งต่อกฎหมายหรือกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่ามิได้

กฎหมายแม่ถูกยกเลิก กฎหมายลูกก็เป็นอันถูกยกเลิกตามไปด้วย

กฎหมายเรื่องเดียวกัน หากมีซ้ำซ้อนกันและมิได้บัญญัติว่าให้ใช้ฉบับใด ให้ถือว่าต้องใช้ฉบับที่บัญญัติขึ้นภายหลัง

การตีความกฎหมายต้องถือตามเจตนารมณ์ของกฎหมายควบคู่กับตัวบทกฎหมาย และต้องตีความเพื่อให้กฎหมายบังคับใช้ไปได้ โดยไม่เกิดผลประหลาด (Golden rule)

กฎหมายลักษณะต่างกันย่อมมีนิติวิธีหรือแนวทางและวิธีการในการใช้กฎหมายต่างกัน เช่นกฎหมายแพ่ง เรื่องสัญญาย่อมมุ่งที่ประโยชน์ของเอกชน กฎหมายมหาชน เรื่องสิ่งแวดล้อมย่อมมุ่งประโยชน์ของคนทั่วไปเป็นหลัก หรือในทางกฎหมายแพ่ง เมื่อไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมกระทำได้ หากไม่ขัดต่อจารีตประเพณีและศีลธรรมอันดี แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายมหาชนนั้น ถือหลักว่า ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ย่อมทำไม่ได้ เช่น การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ จะถือหลักว่า กระทำใดๆ เท่าที่กฎหมายไม่ห้ามมิได้ ต้องกระทำการเฉพาะตามขอเขตอำนาจของกฎหมายโดยเคร่งครัด เป็นต้น

กฎหมายไม่มีผลย้อนหลังในทางเป็นโทษ (โดยเฉพาะโทษทางอาญา) (nullum crimen, nulla poena sine lege : ไม่มีความผิด, และไม่มีโทษโดยปราศจากกฎหมาย)


กฎหมาย (กฎ) น. กฎที่สถาบันหรือผู้มีอํานาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น หรือที่เกิด
ขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ เพื่อใช้ในการบริหาร
ประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือเพื่อกําหนดระเบียบ
แห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ. (โบ)
ก. จดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เช่น สั่งให้นายอินกฎหมายผู้มีชื่อทั้งนี้
ไว้. (พงศ. อยุธยา), ทําหนังสือเป็นหลักฐาน เช่น อนึ่ง มีผู้ทําหนังสือ
ร้องเรียนกฎหมายว่า.... (พระราชกําหนดเก่า); ออกหมายกําหนด
เช่น ให้มหาดไทยกลาโหมกฎหมายบอกแก่ตระลาการ ถ้ากฎหมาย
มิทั่วจะเอาตัวผู้กฎหมายลงโทษ. (พระราชกําหนดเก่า); กฎหมาย
งานพระบรมศพครั้งกรุงเก่า; ตราสั่ง เช่น จึ่งกฎหมายให้สามไป
เดือนหนึ่งจอมไตร ดํารัสให้เร่งคืนมา. (พากย์); กําหนดขีดขั้น เช่น
ให้ปลูกโรงรจนาใน นอกหน้าศาลชัย ให้ตั้งพิกัดกฎหมาย. (พากย์).

จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน


ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี / www.soutpaisallaw.com


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : http://th.wikipedia.org/  
ผู้ลงบทความ : Webmaster